2007年7月31日火曜日





อักษรตระกูลเซมิติก
อักษรตระกูลเซมิติก
อักษรเหล่านี้ไม่ได้มาจากสัญลักษณ์แทนพยัญชนะของชาวอียิปต์ แต่เป็นการรวมอักษรเฮียโรกลิฟฟิกอื่นๆเข้ามาด้วย ทั้งหมดมี 30 ตัว กำหนดชื่อเป็นภาษาเซมิติก เช่น เฮียโรกลิฟ per (บ้าน ในภาษาอียิปต์) กลายเป็น bayt (บ้าน ในภาษาเซมิติก) เมื่อนำมาเขียนภาษาเซมิติกจะเป็นระบบพยัญชนะล้วน โดยอักษรแต่ละตัวแทนเสียงพยัญชนะตัวแรกของชื่อ เช่น รูปบ้าน beyt ใช้แทนเสียง b หรือใช้แทน�! ��ั้งเสียง b และลำดับพยัญชนะ byt ดังที่ใช้แทนเสียง p และลำดับพยัญชนะ pr ในภาษาอียิปต์ ในยุคที่ชาวคานาอันนำอักษรนี้ไปใช้ จะใช้แทนเสียง b เท่านั้น


2007年7月29日日曜日

โกสินทร์

โดโนะจิเท็น (สัญลักษณ์ 々) บ้างก็เรียกว่า โนะมะ เนื่องจากรูปตัวอักษรที่คล้ายอักษรคะตะกะนะ "โนะ"(ノ)และ มะ"(マ) ใช้เขียนแทนตัวคันจิ ที่เขียนซ้ำต่อกันเป็นครั้งที่สองในภาษาญี่ปุ่น เช่น
กรณีที่ตัวคันจิที่จะซ้ำมีตัวจีนต่อกันสองตัวก็สามารถใช้อักษรนี้ได้ เช่น
ตัวคันจิที่เหมือนกันแม้ว่าจะเรียงกัน หากเป็นกลุ่มคำที่แยกกันจะใช้อักษรนี้ไม่ได้ เช่น 「会社社長」(ประธานบริษัท)เป็นคำประสมระหว่าง「会社」(บริษัท)กับ「社長」(ประธาน) จึงไม่ใช้อักษร "โดโนะจิเท็น"
ในบางทฤษฎีระบุว่าอักษร "โดโนะจิเท็น" เพี้ยนมาจาก「仝」ซึ่งเป็นรูปเขียนเก่าของตัวจีน「同」(どう:เหมือนกัน)หรือบางทฤษฎีก็ระบุว่าเป็นอักษรที่เพี้ยนมาจากอักษร "นิโนะจิเท็น"(二の字点)「・」

「色色」→「色々」(อิโระอิโระ ต่างๆ นานา)
「時時」→「時々」(โดะกิโดะกิ บางที, บางครั้งบางคราว)
「賛成賛成」→「賛成々々」

2007年7月28日土曜日

สแคนเดียม

สแคนเดียม (อังกฤษ:Scandium)คือธาตุเคมี ที่มีเลขอะตอม 21 และสัญลักษณ์คือ Sc สแคนเดียมอยู่ในตารางธาตุหมู่ 21 สแคนเดียมเป็นธาตุประเภททรานซิชั่น(transition element) มีลักษณะสีขาวเงินอ่อนนุ่ม สแคนเดียมพบในแร่ธรรมชาติในประเทศแถบสแคนดิเนเวีย


2007年7月27日金曜日

สถานีรถไฟประดิพัทธ์


ป้ายหยุดรถไฟประดิพัทธ์ เป็นป้ายหยุดรถของรถไฟทางไกลสายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ สายใต้ ตั้งอยู่ใกล้แยกเทอดดำริ (บริเวณถนนประดิพัทธิ์ตัดกับถนนกำแพงเพชร 5) แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร


2007年7月26日木曜日

คณะแพทยศาสตร์

คณะแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
(Faculty of Medicine Chulalongkorn university)
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นคณะแพทยศาสตร์แห่งที่ 2 ของประเทศ โดยดำเนินงานร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย



สารบัญ
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือกำเนิดขึ้นจากพระราชปรารภในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร
ในปี พ.ศ. 2550 เป็นโอกาสพิเศษที่สำคัญยิ่งคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชจะทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ครบรอบ ๙๐ ปีแห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และครบ ๖๐ ปีของการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



วันอานันทมหิดล

5 ธันวาคม พ.ศ. 2508 - 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509 (รักษาการ)



ทำเนียบ คณบดี

ภาควิชากายวิภาคศาสตร์
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์
ภาควิชาจุลชีววิทยา
ภาควิชาจักษุวิทยา
ภาควิชาชีวเคมี
ภาควิชานิติเวชศาสตร์
ภาควิชาปรสิตวิทยา

หน่วยปฏิบัติการวิจัยโรคเท้าช้าง
ภาควิชาพยาธิวิทยา
ภาควิชาเภสัชวิทยา

PBL RDU EBM Web Based Instruction in Pharmacology
ภาควิชารังสีวิทยา

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
ภาควิชาวิสัญญีวิทยา
ภาควิชาเวชศาสตร์ชันสูตร
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู
ภาควิชาศัลยศาสตร์
ภาควิชาสรีรวิทยา
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา
ภาควิชาออร์โธปิดิกส์
ภาควิชาอายุรศาสตร์

สาขาวิชาโรคไต
โครงการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักครบวงจร
ศูนย์รักษาพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติแบบครบวงจร

ภาควิชา



หลักสูตร

หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต พุทธศักราช 2545

ปริญญาตรี
หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก

สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์
สาขาวิชาจักษุวิทยา
สาขาวิชาจิตเวชศาสตร์
สาขาวิชานิติเวชศาสตร์
สาชาวิชาพยาธิวิทยา
สาขาวิชารังสีวิทยา
สาขาวิชาวิสัญญีวิทยา
สาขาวิชาศัลยศาสตร์
สาขาวิชาสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยา
สาขาวิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
สาขาวิชาอายุรศาสตร์
สาขาวิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู
สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัว
สาขาวิชาอาชีวเวชศาสตร์
สาขาวิชาพยาธิวิทยาคลินิก

ประกาศนียบัตรบัณฑิต
หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต

สาขาวิชาการพัฒนาสุขภาพ(หลักสูตรนานาชาติ)
สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์
สาขาวิชาปรสิตวิทยาทางการแพทย์
สาขาวิชาสุขภาพจิต (ภาคปกติ และ ภาคนอกเวลาราชการ)
สาขาวิชาเวชศาสตร์ชุมชน(ภาคปกติและภาคนอกเวลาราชการ)
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์
สาขาวิชาเวชศาสตร์การกีฬา
สาขาวิชาอายุรศาสตร์
สาขาวิชาอาชีวเวชศาสตร์
สาขาวิชาชีวเคมีทางการแพทย์
สาขาวิชาจิตเวชศาสตร์
สาขาวิชาฉายาเวชศาสตร์
สหสาขาวิชาจุลชีววิทยาทางการแพทย์
สหสาขาวิชาสรีรวิทยา
สหสาขาวิชาเภสัชวิทยา
สหสาขาวิชาวิศวกรรมชีวเวช(Biomedical Engineering)

ปริญญาโท
หลักสูตรระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูงทางวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก

สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์
สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์โรคเลือด/มะเร็งวิทยา
สาขาวิชาจิตเวชศาสตร์ทั่วไป
สาขาวิชาจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น
สาขาวิชาจักษุวิทยา
สาขาวิชานิติเวชศาสตร์
สาขาวิชาพยาธิวิทยา
สาขาวิชารังสีวิทยา
สาขาวิชารังสีรักษา
สาขาวิชาเวชศาสตร์นิวเคลียร์
สาขาวิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
สาขาวิชาสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยา
สาขาวิชาศัลยศาสตร์ทั่วไป
สาขาวิชาประสาทศัลยศาสตร์
สาขาวิชากุมารศัลยศาสตร์
สาขาวิชาศัลยศาสตร์ตกแต่ง
สาขาวิชาศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา
สาขาวิชาศัลยศาสตร์ทรวงอก
สาขาวิชาวิสัญญีวิทยา
สาขาวิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู
สาขาวิชาออร์โทปิดิกส์
สาขาวิชาอาชีวเวชศาสตร์
สาขาวิชาอายุรศาสตร์ทั่วไป
สาขาวิชาประสาทวิทยา
สาขาวิชาตจวิทยา
สาขาวิชาโลหิตวิทยา
สาขาวิชาพยาธิวิทยาคลินิก
สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัว

ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง
หลักสูตรวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต

สาขาวิชาเวชศาสตร์ชุมชน
สาขาวิชาอายุรศาสตร์
สหสาขาวิชาจุลชีววิทยาทางการแพทย์
สหสาขาวิชาสรีรวิทยา
สหสาขาวิชาเภสัชวิทยา
สหสาขาวิชาชีวเวชศาสตร์(หลักสูตรนานาชาติ)(Biomedical Sciences)
สหสาขาวิชาวิศวกรรมชีวเวช (Biomedical Engineering)

ปริญญาเอก
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ริเริ่มจัดโครงการส่งเสริมการศึกษาแพทย์สำหรับชาวชนบท (Medical Education for Students in Rural Area Project-MESRAP)เมื่อ พ.ศ. 2521 เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาทางด้านแพทยศาสตร์ไปสู่ชนบทเป็นครั้งแรก และเป็นแม่แบบของโครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท(Collaborative Project to Increase Production of Rural Doctor-CPIRD)ของกระทรวงสาธารณสุขในเวลาต่อมา ซึ่งปัจจุบันได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข�! ��นโครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท จัดการเรียนการสอนชั้นคลินิกที่โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรีและโรงพยาบาลชลบุรี นอกจากนี้ยังได้พัฒนาโครงการการศึกษาแพทย์แนวใหม่เป็นแห่งแรกของประเทศไทย โดยดำเนินการร่วมกับกองทัพอากาศ ซึ่งภายหลังได้ยุติลงและปรับเปลี่ยนเป็นโครงการทุนกระจายแพทย์หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน(One Doctor One District project-ODOD)และโครงการลงทุนขน�! ��ดใหญ่ภาครัฐด้านสาธารณส� �ข (Mega project)ตั้งแต่ พ.ศ. 2549 ปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่ให้ความร่วมมือในโครงการผลิตแพทย์ต่างๆ ดังนี้

ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี
ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลชลบุรี
โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ กองบัญชาการสนับสนุนทหารอากาศ
โรงพยาบาลจันทรุเบกษา กรมแพทย์ทหารอากาศ กองบัญชาการสนับสนุนทหารอากาศ

ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก

ศูนย์แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะจุฬาลงกรณ์
ศูนย์โรคตับและปลูกถ่ายตับ
ศูนย์เลเซอร์สายตาจุฬาฯ(Chula Excimer Laser Center)
ศูนย์เลเซอร์วิเคราะห์ขั้วประสาทตา Glaucoma Imaging & Diagnostic Center
ศูนย์เวชศาสตร์ครอบครัวโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ศูนย์รักษาพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติแบบครบวงจร
โครงการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักครบวงจร
ศูนย์ข้อมูลโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ (Information Center for Emerging Infectious Diseases)
ศูนย์ผลิตและพัฒนาสื่อคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา
ศูนย์การจัดประชุมวิชาการ
ศูนย์สุขภาพเฉลิมพระเกียรติ (Wellness Center)

ศูนย์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประสบความสำเร็จทางด้านการแพทย์มากมาย โดยผลงานเด่น ๆ มีดังนี้

พ.ศ. 2494 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการผ่าตัด Leino-renal shunt รักษาโรคหลอดเลือดที่หลอดอาหารโป่งพองครั้งแรกของประเทศ
พ.ศ. 2494 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการผ่าตัด Pneumonectomy ครั้งแรกของประเทศ
พ.ศ. 2494 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการรักษาโปลิโอด้วย Artificial Respirator เครื่องแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2494 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการทำ Cerebral angiography & air study ครั้งแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2495 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมครั้งแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2496 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดการโป่งของหมอนรองกระดูกสันหลังรายแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2496 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการCardiac Catheterization ครั้งแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2496 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการผ่าตัด Lobectomy ครั้งแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2496 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดหัวใจ Patent ductus arteriosus ครั้งแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2497 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดเข้าในหัวใจครั้งแรกของประเทศไทย (closed mitral valvulotomy)
พ.ศ. 2500 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการทำ TUR-P รายแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2501 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการรักษามะเร็งด้วย Cobalt 60 ครั้งแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2502 การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาดำครั้งแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2502 ผ่าตัดหัวใจโดยใช้เครื่องปอดหัวใจเทียมครั้งแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2504 ผ่าตัดหูโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ครั้งแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2505 เปิดสาขาประสาทศัลยศาสตร์และแผนกวิสัญญีวิทยา เป็นครั้งแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2507 ริเริ่มรักษาไตวายด้วยเครื่องฟอกไตเทียมเป็นแห่งแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2508 เปิดหน่วยวิจัยคุมกำเนิดและวางแผนครอบครัวเป็นแห่งแรกของประเทศ
พ.ศ. 2511 ริเริ่ม Radioimmunoassay แห่งแรก
พ.ศ. 2513 ริเริ่มให้วัคซีน BCG ในเด็กแรกคลอดทุกราย
พ.ศ. 2514 ริเริ่มการใช้ Lithium รักษา Manic depressive ครั้งแรก
พ.ศ. 2515 การผ่าตัดเปลี่ยนไตเป็นครั้งแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2516 จัดตั้งห้องปฏิบัติการโครโมโซมแห่งแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2516 ริเริ่มการผ่าตัดสายตาด้วยเลเซอร์เป็นแห่งแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2517 ริเริ่มการใช้ ultrasound เป็นแห่งแรกในประเทศไทย
พ.ศ. 2517 ริเริ่มการทำหมันผ่านช่องคลอด
พ.ศ. 2519 ริเริ่มรักษาทางจิตเวชด้วยการช็อกไฟฟ้า โดยการดมยาสลบเป็นครั้งแรกของประเทศ
พ.ศ. 2521 ริเริ่มโครงการส่งเสริมการศึกษาแพทย์สำหรับชาวชนบทแห่งแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2522 ริเริ่มผ่าตัดทำหมันหญิงโดยใช้ห่วง Falopering ผ่านกล้องเป็นครั้งแรก
พ.ศ. 2523 ทำ Transphenoidal surgery for pituitary tumor เป็นครั้งแรก
พ.ศ. 2524 ริเริ่มการใช้ CT scan เป็นแห่งแรกในประเทศไทย
พ.ศ. 2525 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดแยกแฝดสยามรายแรกของประเทศและรายที่ 3 ของโลก
พ.ศ. 2525 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดย้ายนิ้วเท้ามาแทนนิ้วมือด้วยจุลศัลยกรรมครั้งแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2525 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดเนื้องอกลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้องครั้งแรก
พ.ศ. 2527 วินิจฉัยผู้ป่วยเอดส์รายแรกในประเทศไทย
พ.ศ. 2528 ริเริ่มรักษามะเร็งปากมดลูกด้วยแร่กัมมันตภาพรังสี Cs137
พ.ศ. 2528 First Cochlear transplantation
พ.ศ. 2529 ริเริ่มทำ Fine needle aspiration ครั้งแรก
พ.ศ. 2530 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเป็นครั้งแรก ในประเทศไทย
พ.ศ. 2530 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการแก้ไขการมีบุตรยากด้วยวิธีเด็กหลอดแก้วรายแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2531 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดเปลี่ยนตับเป็นครั้งแรกใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พ.ศ. 2531 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการใช้เครื่องระเบิดนิ่วรายแรก
พ.ศ. 2535 ตั้งคลินิกสตรีวัยทอง(Manopause) แห่งแรก
พ.ศ. 2535 ริเริ่มผ่าตัดผ่านกล้อง Arthroscope ครั้งแรก
พ.ศ. 2540 ริเริ่มทำ Ultrasound 3 มิติแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พ.ศ. 2543 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการช่วยให้เกิดการปฏิสนธิของเด็กนอกครรภ์มารดาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
พ.ศ. 2544 คณะแพทยศาสตร์ประสบความสำเร็จในการผ่าคลอดท้องนอกมดลูกที่วินิจฉัยและเลี้ยงไว้ได้นานที่สุดได้สำเร็จเมื่ออายุครรภ์ได้ 34 สัปดาห์
พ.ศ. 2546 ริเริ่มทำ Ultradound Realtime 4 มิติ แห่งแรกในประเทศไทย
พ.ศ. 2546 นิสิตแพทย์ จุฬาฯ พิชิตรางวัลชนะเลิศ การแข่งขันโครงการวิจัยของนิสิตนักศึกษาแพทย์ในเอเชีย จากการศึกษาตรวจหาเชื้อไวรัสไข้เลือดออกในยุงลายในฤดูแล้งก่อนที่โรคไข้เลือดออกจะระบาด
พ.ศ. 2547 คณะแพทยศาสตร์ ประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากรกเด็กรักษาโรคธาลัสซีเมียและโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิดได้หายขาดสำเร็จเป็นรายแรกของอาเซียน
พ.ศ. 2547 คณะแพทยศาสตร์ ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนข้อกระดูกสันหลังเทียม นับเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับนานาชาติ
พ.ศ. 2548 คณะแพทยศาสตร์ ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ด้วยกล้องส่องซึ่งเป็นความภูมิใจในระดับนานาชาติ
พ.ศ. 2548 คณะแพทยศาสตร์ ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดรักษาโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติในโรคพาร์กินสันและโรคดิสโทเนียด้วยเทคนิคใหม่เป็นครั้งแรกในไทยและเอเชีย
พ.ศ. 2550 คณะแพทยศาสตร์ ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดก้อนฮามาร์โตม่าในโพรงสมองด้วยวิธีการส่องกล้องรายแรกในประเทศไทย

เกียรติประวัติ
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับความไว้วางใจจากองค์การอนามัยโลกให้เป็น WHO Collaborating Centre ในสาขาต่างๆ อาทิ


แพทยศาสตรศึกษา
Reproductive Health
National Streptococcus Referral Center

WHO Collaborating Centre
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลิตบุคลากรทางด้านการแพทย์ ทั้งในระดับปริญญาตรี โท และเอก โดยคณาจารย์และศิษย์เก่าได้รับรางวัลมากมายทั้งในระดับชาติและนานาชาติ เช่น นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น , เมธีวิจัยอาวุโส สกว. , นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ นอกจากนี้ ศิษย์เก่ายังมีบทบาททางการเมือง การปกครอง และการบริหารต่าง ๆ โดยดูรายชื่อบุคคลสำคัญจากคณะแพทยศาสตร์�! ��ด้ที่

รายชื่อบุคคลจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การเดินทางมาสู่คณะ


2007年7月25日水曜日



  Andrias
  Cryptobranchus
ซาลาแมนเดอร์ยักษ์ (ภาษาอังกฤษ : Giant Salamander) (ภาษาจีนกลาง : 娃娃鱼, หว่าหว้าหวี่) สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Andrias davidianus หรือ Andrias japonicus
เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจำพวกซาลาแมนเดอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดโตเต็มที่ได้ถึง 2 เมตร น้ำหนักกว่า 25 กิโลกรัม รูปร่างหัวกลมแบนใหญ่ ลำตัวแบน ตาเล็ก ปากกว้าง หางยาวมีแผ่นหนังคล้ายครีบ ขาสั้น 4 ข้าง มีนิ้ว 4 นิ้ว ลำตัวสีน้ำตาลกระหรือดำและสามารถเปลี่ยนสีได้ตามสภาพแวดล้อม มีเมือกลื่นคลุมตลอดทั้งลำตัว อาศัยอยู่ในลำธารที่น้ำใสสะอาด ไหลแรง พบในภาคตะวัน�! �กของสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น กินอาหารได้แก่ ปลาและสัตว์น้ำทั่วไปและสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก มีนิสัยรักสงบ ออกหากินในเวลากลางคืน แต่จะดุร้ายและสามารถฉกกัดได้ด้วยความรุนแรงเมื่อถูกรบกวน ในประเทศจีน พบเฉพาะที่มณฑลกวางสี โดยเรียกเป็นภาษาท้องถิ่นว่า 娃娃鱼 ออกเสียงว่า หว่าหว้าหวี่ แปลว่า ' ปลาทารก ' เนื่องจากสามารถร้องได้เหมือนเสียงร้องของเด็กทารก ใน! สมัยก่อนนิยมเอาเนื้อมาป� ��ุงเป็นอาหาร โดยเนื้ออร่อย มีรสชาติคล้ายไก่ แต่ปัจจุบันมีสถานภาพสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ (Endangerous Species) เนื่องจากถิ่นที่อยู่ถูกคุกคาม
ในต่างประเทศ ยังนิยมเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงด้วย สำหรับในประเทศไทย สวนสัตว์พาต้าเคยมีเลี้ยงไว้ 1 ตัว แต่ปัจจุบันได้เสียชีวิตลงแล้ว และทางสวนสัตว์ได้สตั๊ฟฟ์เก็บไว้เป็นตัวอย่าง


2007年7月24日火曜日



ศาสตราจารย์เกียรติคุณ พญ. ชนิกา ตู้จินดา ( 25 เมษายน พ.ศ. 2483 ) เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ท่านหนึ่งของประเทศไทย



สารบัญ

ศึกษาจบปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต (พบ.) เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จาก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ชนิกา
หน้าที่การงานในปัจจุบัน
บิดา คือ พ.อ.แสง จุละจาริตต์ อดีตผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย มารดา คือ นางอำนวย จุละจาริตต์ (ณ ระนอง) คู่สมรส คือ ศ.นพ.มนตรี ตู้จินดา มีบุตร - ธิดา จำนวน 3 คน 1. นาง มนนิกา ณ สงขลา 2. พญ. ชนิษฎา ตู้จินดา 3. นาย ธานิสสร ตู้จินดา


2007年7月23日月曜日

กอร์กอน

กอร์กอน เป็นอสูรกายน่าเกลียดน่ากลัวมีผมเป็นงู มีด้วยกันสามพี่น้องคงกระพันฆ่าไม่ตาย ยกเว้นตัวน้องสุดท้องที่ชื่อเมดูซ่าที่อาจฆ่าให้ตายได้ หากผู้ใดมองตานางเมดูซ่าจะกลายเป็นหิน ตำนานกล่าวว่าเดิมทีกอร์กอนทั้งสามเป็นเทพธิดารูปงาม แต่เมดูซ่าแอบไปมีสัมพันธ์กับเจ้าสมุทรโพไซดอน เรื่องรู้ถึงเทวีเอเธน่าทรงพิโรธและสาปสามพี่น้องให้กลายเป็นอสูรกาย ! วีรบุรษเพอร์ซีอุสเป็นผู้สังหารเมดูซ่าโดยใช้ดาบที่เทวีเอเธน่าประทานให้ตัดหัว เมื่อหัวของนางเมดูซ่าหลุดออกจากร่างก็ปรากฏม้าปีกบินออกมาก็คือ เปกาซัส นั่นเอง ต่อมาเพอร์ซีอุสได้มอบหัวของเมดูซ่าให้กับเทวีเอเธน่า และเทวีเธน่าได้นำหัวนางอสูรกายไปติดไว้ที่โล่พัลเลเดียมของมหาเทพซีอุส
ดูเพิ่มที่ เมดูซ่า

2007年7月22日日曜日

คำพ้องรูป

คำพ้องรูป คือคำที่เขียนรูปเดียวกัน แต่มีการสะกดและออกเสียงที่ต่างกัน ซึ่งทำให้บุคคลทั่วไปอ่านผิดอยู่เสมอๆ และความหมายก็ต่างกันด้วย


�
อ้างอิง

พจนานุกรมไทย ฉบับทันสมัย. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2543. ISBN 9745341495.

2007年7月20日金曜日

สังเวช

ส่วนหนึ่งของ
พุทธศาสนา
พระพุทธเจ้า
เพื่อความดับทุกข์ · นิพพาน
ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส
พระพุทธ · พระธรรม · พระสงฆ์
สังเวช หมายถึงความรู้สึกเศร้าสลดหดหู่ต่อผู้ที่ได้รับทุกข์เวทนาหรือต้องตายไป หรือต่อผู้ที่ตนเคารพนับถือซึ่งประพฤติตนไม่เหมาะสมเป็นต้น เช่นใช้ว่า

"น่าสังเวชเหลือเกิน ไม่น่าประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้เลย"
สังเวช อีกความหมายหนึ่ง หมายถึงความรู้สึกเตือนใจให้ระลึกถึง ให้คิดถึงคุณงามความดีของผู้ที่ตนเคารพนับถือ ทำให้จิตใจแช่มชื่นเบิกบาน อยากทำประโยชน์เหมือนเช่นผู้ที่ตนระลึกถึงนั้น
สังเวช ในความหมายหลังนี้ใช้อธิบายความหมายของคำว่า สังเวชนียสถาน



2007年7月19日木曜日

.vu

บทความนี้ใช้ชื่อที่ใช้อักษรในภาษาอื่น เนื่องจากต้องการคงไว้ตามต้นฉบับ หรือไม่มีชื่อภาษาไทยที่เหมาะสม
vu เป็นโดเมนอินเทอร์เน็ตระดับบนสุดตามรหัสประเทศ (ccTLD) สำหรับประเทศวานูอาตู



2007年7月18日水曜日

การตกปลา

การตกปลา เป็นการจับปลาและเป็นกีฬาที่เป็นที่นิยมชนิดหนึ่ง กระทำโดยการใช้เหยื่อล่อ โดยใช้ได้ทั้งที่เป็นเหยื่อจริงและเหยื่อปลอมตามประเภทของปลาที่ต้องการ เช่น ปลาล่าเหยื่อ และปลากินพืช จะมีนิสัยการกินและจะกินอาหารที่ต่างกัน
อุปกรณ์เบื้องต้นที่ใช้ในการตกปลาได้แก่

ตัวเบ็ด ใช้เกี่ยวเหยื่อ
เชือก หรือสายเอ็นเส้นเล็กๆ ลำหรับผูกกับตัวเบ็ด และอีกปลายด้านนึงจะอยู่ทางฝั่งคนตก
เหยื่อ ใชเกี่ยวกับตัวเบ็ด เป็นตัวล่อให้ปลาเข้ามากินเบ็ด มีหลายชนิดแล้วแต่ชนิดของปลาที่จะตก

2007年7月16日月曜日

เซโฟรซาดีน

สุดทิวฟ้า เป็นพระโอรสของสุกาฟ้าครองอาณาจักรต่อมา สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ.๑๘๒๔ ในรัชสมัยของพระองค์ ชาวกะฉารีได้ละทิ้งเมืองทางตะวันออกของแม่น้ำทิขุมาอยู่กับพวกอาหม ตำนานบุราณชิ ฉบับหนึ่ง กล่าวว่า ได้เกิดสงครามระหว่างชนเผ่านะรา (ไทใหญ่แห่งเมืองกัง) และชนชาวมานตะรา ชาวนะราพ่ายแพ้และขอความช่วยเหลือจากสุทิวฟ้า ซึ่งยินดีจะช่วย หากว่าประมุขแห่งนะราจะยกพ�! �ะราชธิดาแก่พระองค์ แต่ประมุขแห่งนะราไม่ยินยอม สุดทิวฟ้าจึงยกทัพไปโจมตีนะรา แต่กลับเพลี่ยงพล้ำในการรบ และบุรฮา โกฮาอิน ถูกฆ่าตายในสนามรบ บาร์ โกฮาอิน จึงไปทำไมตรีกับข้าศึก เมื่อเดินทางกลับเข้าเมือง บาร์ โกฮาอินถูกจำคุก แต่ขุนนางอื่นๆได้อ้อนวอนให้สุดทิวฟ้า ให้พระราชทานอภัยโทษแก่บาร์ โกฮาอิน


2007年7月15日日曜日



มิลตัน ฟรีดแมน (31 กรกฎาคม พ.ศ. 2455-16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549)เจ้าของประโยคที่โด่งดัง "ในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรี ๆ" (There's no such thing as a free lunch.) เป็นนักเศรษฐศาสตร์ประจำสำนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยม ของ มหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปีค.ศ. 1976 เขาได้สร้างความก้าวหน้าเป็นอย่างมากในสาขาวิชา มหเศรษฐศาสตร์, จุลเศรษฐศาสตร์, ประวัติศาสตร์และสถิต�! �เชิงเศรษฐศาสตร์ เขาเป็นผู้สนับสนุน ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี (laissez-faire capitalism)ในหนังสือ Capitalism and Freedom เขาสนับสนุนการลดการแทรกแซงและการมีบทบาทของรัฐบาลในตลาดเสรีเพื่อสร้างเสรีภาพทางสังคมและการเมือง ในปีพ.ศ. 2517 เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์สำหรับความสำเร็จในด้านการวิเคราะห์การบริโภค, ประวัติศาสตร์และทฤษฎีด้านเงินตรา และสำหรับการพิสูจน์ให้เห็นถึง�! ��วามซับซ้อนของนโยบายเสถ� �ยรภาพ


�มิลตัน
ประวัติ
ฟรีดแมนเกิดในเมืองนิวยอร์ก เป็นลูกคนสุดท้องและลูกชายเพียงคนเดียวในบรรดาพี่น้องทั้งสี่คน มีพื้นเพครอบครัวเป็นชนชั้นแรงงานชาวยิว ซึ่งอพยพย้ายถิ่นมาจากประเทศ ออสเตรีย-ฮังการี จากแคว้นเบเรโฮฟ(Berehove:Bergsaß/Beregszász) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศยูเครน มารดาชื่อซาราห์ เอเธล แลนเดา (2435-?) บิดาชื่อเยโน ซอล ฟรีดแมน พี่ที่เหลืออีก 3 คน คือ ทิลลี เอฟ. ฟรีดแมน(2462-?) เฮเลน ฟรีดแมน(2! 463-?) และรูธ ฟรีดแมน(2464-?) หลังจากบิดาเสียชีวิต ทั้งครอบครัวจึงย้ายไปเมืองราห์เวย์ มลรัฐนิวเจอร์ซีย์ http://th.wikipedia.org/skins-1.5/common/images/button_link.png ลิงก์ภายใน เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส์เมื่อ พ.ศ. 2475 และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยชิคาโกในปี พ.ศ. 2476 ซึ่งทำให้เขาได้รับอิทธิด้านความคิดเป็นอย่างมากจากจาคอบ ไวเนอร์(Jacob Viner) ซึ่งเป็นนักเศรษฐศ! าสตร์ชื่อดังชาวแคนาดา, แ� �รงค์ ไนท์(Frank Knight) นักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 และเฮนรี่ ไซมอนส์(Henry Simons)เขาไม่สามารถหาอาชีพในแวดวงการศึกษาได้ จนกระทั่งได้ทำงานให้โครงการ ข้อสัญญาใหม่(The New Deal)ชื่อที่ใช้เรียกโครงการบรรเทา, ฟื้นฟู และปฏิรูประบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาในยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression)ระหว่างปี พ.ศ. 2476-2480 ในยุคประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์ ต่อมา เข�! ��ได้เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนจะออกมาเนื่องจากในคณะเศรษฐศาสตร์ที่นั้น มีลัทธิต่อต้านเชื้อชาติยิวอยู่ (Anti-Semitism)และกลับไปเข้ารับงานราชการอีกครั้ง เขาเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาของเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังระดับสูงในช่วงปี 2484-2486 และในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังในปีพ.ศ. 2485 เขาให้การสนับสนุนนโยบายจัดเก็บภาษีแนวทางเคย์นเ! ซียน (Keynesian Policy of Taxation)
ปีพ.ศ. 2489 มหาวิทยาลัยโคลัมเบียได้มอบปริญญาเอกแก่เขา ต่อมา เขาเข้ารับตำแหน่งศาสตราจารย์สาขาเศรษฐศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยชิคาโก ณ ที่นี่ เขาได้ช่วยสร้างชุมชนนักวิชาการที่เกี่ยวดองกันอย่างเหนียวแน่น และหลายคนในกลุ่มก็เป็นผู้ชนะรางวัลโนเบล รู้จักกันในนาม สำนักเศรษฐศาสตร์แห่งชิคาโก้ (Chicago School of Economics) ปีพ.ศ. 2519 เขาชนะรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์"สำหรับสำหรับค! วามสำเร็จในด้านการวิเคราะห์การบริโภค, ประวัติศาสตร์และทฤษฎีด้านเงินตรา และสำหรับการพิสูจน์ให้เห็นถึงความซับซ้อนของนโยบายเสถึยรภาพ" นับแต่ พ.ศ. 2520 ฟรีดแมนได้เข้าร่วมงานกับสถาบันฮูเวอร์ ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในปี พ.ศ. 2531 เขาได้รับรางวัลเหรียญเกียรติคุณทางวิทยาศาสตร์ระดับชาติ (National Meadal of Science หรือ Presidential Medal of Science)ของสหรัฐอเมริกา และเป็นที่ยอมรับกันว่าเขาเป�! �นนักเศรษฐศาสตร์ผู้ทรงอิ ทธิพลที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ 20
ฟรีดแมนมีลูกชายชื่อเดวิด ดี. ฟรีดแมน เป็นนักปรัชญาและนักเศรษฐศาสตร์
มิลตัน ฟรีดแมนถึงแก่กรรมเมื่ออายุได้ 94 ปีที่ซาน ฟรานซิสโก เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว


2007年7月14日土曜日



มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
ดูบทความหลักที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (อังกฤษ: Buriram Rajabhat University )



สารบัญ
ปี พ.ศ. 2547 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 ซึ่งส่งผลให้สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์เปลี่ยนสถานะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปและได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น "มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์" ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า "Buriram Rajabhat University"


มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
ประวัติ
ตรามหาวิทยาลัย

สีประจำมหาวิทยาลัย

ป้ายมหาวิทยาลัย


ตรามหาวิทยาลัย เป็นรูปวงรีสองวงล้อมตราพระราชลัญจกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่พระราชทานให้แก่มหาวิทยาลัยราชภัฏ ภายในวงรีด้านบนเป็นอักษรภาษาไทยเขียนว่า "มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ี" ด้านล่างเป็นอักษรภาษาอังกฤษเขียนว่า " BURIRAM RAJABHAT UNIVERSITY"
สีประจำมหาวิทยาลัย ได้แก่ สีฟ้าน้ำทะเล

สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เป็นอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น



พันธกิจ

คณะครุศาสตร์
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
คณะเทคโนโลยีการเกษตร
คณะวิทยาการจัดการ
คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์
คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
บัณฑิตวิทยาลัย

2007年7月13日金曜日



?
คลอแรมเฟนิคอล (อังกฤษ:Chloramphenicol หรือ 2,2-dichlor-N-[(aR,bR)-b-hydroxy-a-hydroxymethyl-4-nitrophenethyl]acetamide) เป็น ยาปฏิชีวนะ (antibiotic) ได้จาก แบคทีเรียม ชื่อ สเตรปโตมัยซีส เวเนซูเอลี (Streptomyces venezuelae) และปัจจุบันได้จากการสังเคราะห์ คลอแรมเฟนิคอล มีประสิทธิภาพในการต้านจุลินทรีย์ได้หลายชนิด แต่เนื่องจากมันมีผลข้างเคียงที่อันตรายมาก เช่น ทำลายไขกระดูก (bone marrow) และ มะเร็งเม็ดโลหิตขาว(aplastic anemia)
ถึงแม้จะมีผลข้างเคียงที่อันตรายแต่องค์การอนามัยโลกก็อนุญาตให้ใช้ คลอแรมเฟนิคอล สำหรับรักษาโรคทางเดินอาหารของเด็กในประเทศโลกที่ 3 กรณีที่ไม่มีทางเลือกใช้ยาที่ดีกว่าและถูกกว่า โรคที่ใช้รักษาได้แก่อหิวาตกโรค (cholera) สามารถทำลายเชื้อ วิบริโอ (vibrio) และลดอาการ ท้องร่วง (diarrhea) มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ วิบริโอ ที่ดื้อยา เตตร้าไซคลิน (tetracycline)ได้ดี และนอกจากนี�! �ยังใช้ใน ยาหยอดตา(eye drop)เพื่อรักษาโรค เยื่อตาขาวอักเสบ (conjunctivitis)


คลอแรมเฟนิคอล
รหัส
คลอแรมเฟนิคอล มีรหัสที่แตกต่างกันมากมายใน ระบบแบ่งตามกายวิภาคศาสตร์ที่ยามีผลรักษา:

D06AX02
D10AF03
G01AA05
J01BA01
S01AA01
S02AA01
S03AA08

2007年7月12日木曜日



สารประกอบคลอโรฟิลล์ ได้รับการค้นพบสูตรโครงสร้างทางเคมีครั้งแรก เมื่อประมาณต้นศตวรรษที่ 20 โดยนักวิทยาศาสตร์ชื่อ ศาสตราจารย์ ฮาน์ส ฟิชเชอร์ (Hanns Fisher,M.D.)และเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบล (Noble's Prize) เนื่องจากสามารถใช้ความเร้นลับของคลอโรฟิลล์ได้สำเร็จ และจากการค้นพบดังกล่าวทำให้เราทราบว่า สูตรโครงสร้างของคลอโรฟิลล์ มีลักษณะคล้ายคลึงกับสูตรโครงส�! ��้างของสารประกอบ ฮีม(Heme) ที่เป็นโครงสร้างหลักของเม็ดเลือดแดง (Red Blood Cell) ของคนเราอย่างมาก และจาการวิจัยทางการแพทย์หลายการวิจัยก็ยืนยันได้ว่า ร่างกายของคนเราก็สามารถนำเอาสารคลอโลฟิลล์นี้ไป เป็นสารตั้งต้น (Precursor) ในการสร้างเม็ดเลือดแดงได้เมื่อร่างกายต้องการ โดยเฉพาะในภาวะที่ร่างกายของเราเกิดความบกพร่องในการสร้างเม็ดเลือดแดงเนื่องจากขาดสารอาหาร อย่า! งเช่น ในภาวะโลหิตจาง (Anemia) � �ลฯ



สารบัญ
คลอโรฟิลล์มีหลายชนิด ได้แก่ คลอโรฟิลล์เอ. บี, ซี, ดี และอี แต่คลอโรฟิลล์ในสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน เป็นคลอโรฟิลล์ชนิดเอเท่านั้น คลอโรฟิลล์เอจัดเป็นรงควัตถุสังเคราะห์แสงขั้นต้น สามารถดูดแสงด้วยตัวเอง ส่วนคลอโรฟิลล์ชนิดอื่น ๆ จัดเป็นรงควัตถุสังเคราะห์แสงขั้นสอง (รงควัตถุประกอบ) ซึ่งทำหน้าที่ดูดพลังงานจากแสงแล้วส่งต่อไปให้คลอโรฟิลล์เอ คลอโรฟิลล�! �เป็นสารประกอบอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ไม่ละลายในน้ำ แต่ละลายในตัวทำละลายที่เป็นสารอินทรีย์ ปริมาณคลอโรฟิลล์ที่พบในสาหร่ายโดยทั่วไปมีประมาณ ๐.๕-๑.๕% ของน้ำหนักแห้ง และสามารถเพิ่มสูงได้ถึง ๖% ในสาหร่ายที่เลี้ยงไว้ในที่มีแสงอ่อน ๆ
คลอโรฟิลล์มีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบของโครงสร้าง จากสูตรโมเลกุลของคลอโรฟิลล์เอ คำนวณได้ว่า คลอโรฟิลล์เอมีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบอยู่ในปริมาณ ๘.๒๒% ของน้ำหนักโมเลกุล ในขณะที่โปรทีนมีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบในปริมาณ ๑๕.๕-๑๘%
เป็นที่ทราบกันดีว่าคลอโรฟิลล์เป็นรงควัตถุที่พบในพืชที่มีสีเขียว และใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช โครงสร้างของคลอโรฟิลล์นั้นคล้ายคลึงกับ ฮีม(heme) ในฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในเม็ดเลือดแดง จึงมีผู้เรียกคลอโรฟิลล์ว่าเป็น "the blood of plants" จึงมีการศึกษาถึงฤทธิ์ของคลอโรฟิลล์ดังนี้

Antimutagenic และ Anticarcinogenic activities (antioxidant activity)
ฤทธิ์ในการต้านการติดเชื้อ (Fighting infections)
กำจัดกลิ่นที่เกิดจากอวัยวะภายในร่างกาย (Internal Deodorant)
ช่วยในการรักษาบาดแผล (Wound Healing)
รักษาอาการท้องผูก (Constipation)
ช่วยลดพิษหรืออาการข้างเคียงจากยาบางชนิดได้ (Help protect against some toxins, ameliorate some drug side effects)
รักษาภาวะนิ่วชนิด calcium oxalate stone
ลดอาการของ rhinitis, otitis externa และ otitis media
กระตุ้นการสร้างเลือดในผู้ป่วยโลหิตจางได้ (Stimulant blood cell formation in anemia)

ชนิดของคลอโรฟิลล์



ฤทธิ์ของ chlorophyll
Chlorophyll และ chlorophyllin (ซึ่งเป็น derivative ของ chlorophyll) มีฤทธิ์ antimutagenic ในการทดลองแบบ in vitro ต่อ mutagens หลายชนิด รวมทั้ง aflatoxin B1 ด้วย นอกจากนี้ chlorophyll และ chlorophyllin ยังมีฤทธิ์ anticarcinogenic effects ใน model ของสัตว์ทดลองด้วย (1) ทั้งนี้เนื่องมาจาก โมเลกุลของ chlorophyll สามารถจับกับ mutagens และ carcinogens ต่างๆ ได้เป็น complexes และจะลดการดูดซึมของสารก่อมะเร็งเหล่านั้นได้ (2)



Antimutagenic และ Anticarcinogenic activities (antioxidant activity)
ได้มีการศึกษาถึงฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียของ chlorophyll มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 40 ซึ่งผลการทดลองใน in vitro แสดงให้เห็นว่า chlorophyll มีสมบัติเป็น bacteriostatic โดยเฉพาะการติดเชื้อกลุ่ม Streptococci และ Staphylococci ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญของการติดเชื้อในโรงพยาบาล นอกจากนี้ chlorophyll ยังสามารถกำจัดกลิ่นเหม็นจากบาดแผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยในการสร้าง connective tissue ด้วย (3) สำหรับการใช้ chlorophyll ! ในมนุษย์ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เป็น dietary supplements ซึ่งทำให้ chlorophyll มี claims ต่างๆ มากมาย ดังนี้




ฤทธิ์ในการต้านการติดเชื้อ (Fighting infections)
มีการใช้ chlorophyllin ชนิดทาบนแผลเพื่อกลบกลิ่นเหม็นจากบาดแผลมาตั้งแต่ช่วงค.ศ.1940-1950 และต่อมาก็มีการนำมารับประทานในผู้ป่วยที่ทำ colostomies และ ileostomies เพื่อกลบกลิ่นอุจจาระ มี case report ถึงการใช้ใน indication นี้ โดยขนาดของ chlorophyllin ที่ใช้เพื่อกลบกลิ่นอุจจาระในผู้ป่วย ostomy คือ 100-200 mg/day ในขณะที่มีการศึกษาแบบ placebo-controlled trial หนึ่งที่พบว่าการรับประทาน chlorophyllin ขนาด 75 mg วันละ 3 ครั้ง ไม่ได้มีประสิทธิภาพดีก�! �่า placebo ในการกลบกลิ่นอุจจาระในผู้ป่วย colostomy ยังมีอีกหลาย case reports ที่กล่าวว่า การรับประทาน chlorophyllin 100-300 mg/day จะสามารถลดกลิ่นปัสสาวะและกลิ่นอุจจาระในผู้ป่วยที่กลั้นอุจจาระหรือปัสสาวะไม่อยู่ได้ นอกจากนี้ ยังมีการใช้ chlorophyllin ในผู้ป่วยที่มีภาวะ trimethylaminuria (ผู้ป่วยที่มีการขับ trimethylamine ซึ่งมีกลิ่นคาวปลาออกจากร่างกาย) ซึ่งการศึกษาในผู้ป่วยชาวญี่ปุ่น 7 คน ที่มีภาวะดังกล่าว พบว�! ��า การให้ chlorophyllin 60 mg รับประทา� �� 3 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 3 สัปดาห์ สามารถลดระดับ trimethylamine ในปัสสาวะได้อย่างมีนัยสำคัญ(2)




กำจัดกลิ่นที่เกิดจากอวัยวะภายในร่างกาย (Internal Deodorant)
ในช่วงทศวรรษที่ 40 นั้น มีการวิจัยพบว่า chlorophyllin solutions สามารถชะลอการเจริญของ anaerobic bacteria ในหลอดทดลองได้ และจะสามารถเร่งการหายของแผลในสัตว์ทดลองได้ จึงมีการนำ chlorophyllin ไปใช้เป็นยาภายนอกในรูปแบบ solutions และ ointment ในผู้ป่วยที่มีแผลเปิดเป็นระยะเวลานาน ดังมีการศึกษาในช่วงปลายทศวรรษที่ 40-50 ที่เป็นแบบ uncontrolled ขนาดใหญ่ในผู้ป่วยที่มีแผลหายช้า เช่น มี vascular ulcers และ pressure (decubitus) ulcers พบว่า การท�! � chlorophyllin สามารถช่วยให้แผลหายได้ดีกว่าการรักษาปกติ ช่วงปลายทศวรรษที่ 50 ได้มีการเติม chlorophyllin ลงไปใน papain และ ointment ที่มี urea เป็นส่วนประกอบในการลดการอักเสบเฉพาะที่ ช่วยให้แผลหายเร็วและกลบกลิ่นที่ไม่ดี ซึ่งตำรับ ointment ของ papain หรือ urea ที่มีการเติม chlorophyllin นี้ ยังคงมีการสั่งจ่ายกันอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา (2)



ช่วยในการรักษาบาดแผล (Wound Healing)
ในอดีตพบว่ามีการใช้ chlorophyll ในผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น อาการท้องผูก ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นด้วย โดยการศึกษาในผู้ป่วยสูงอายุ 62 คนที่อยู่ในสถานพักฟื้น พบว่า chlorophyllin มีประสิทธิภาพในการช่วยควบคุมกลิ่นอุจจาระและระบบขับถ่ายของร่างกายให้ดีขึ้นในภาวะท้องผูกเรื้อรัง และยังช่วยลดอาการแน่นท้องได้ด้วย ซึ่งในการศึกษานี้ไม่พบความเป็นพิษหร�! �อภาวะความเจ็บป่วยอื่นใด (4)



คลอโรฟิลล์
ช่วยลดพิษหรืออาการข้างเคียงจากยาบางชนิดได้ (Help protect against some toxins, ameliorate some drug side effects)
มีการศึกษาใน in vitro เกี่ยวกับ chlorophyllin ในรูปสารละลายความเข้มข้น 20 mcg/ml ใน normal urine จะยับยั้งการเกิดผลึกและยับยั้งการโตของผลึก calcium oxalate dehydrate ได้เมื่อเปรียบเทียบกับผลก่อนการทดลอง ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าอาหารและยาที่มีส่วนประกอบของ chlorophyllin อาจช่วยในการรักษา calcium oxalate stone disease ได้ (6)




ลดอาการของ rhinitis, otitis externa และ otitis media ได้ (Reduce symptoms of rhinitis, otitis externa and otitis media)
Chlorophyll ช่วยกระตุ้นการสร้าง hemoglobin ที่มี oxygen อยู่ และจะสามารถนำไปสร้างพลังงานให้ร่างกายได้ (7) นักวิทยาศาสตร์ได้พบข้อมูลจากการศึกษาในผู้ป่วยที่มีภาวะ iron-deficiency anemia ว่าถ้าหากผู้ป่วยได้รับ iron และ chlorophyll ในการรักษาร่วมกัน จะทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดงและระดับ hemoglobin เพิ่มขึ้นเร็วกว่าการใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง และในการศึกษาในสัตว์ทดลองทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายท่านได้ตั้งสมม! ติฐานว่า chlorophyll สามารถสร้างเลือดได้โดยเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นไขกระดูก (8)


2007年7月1日日曜日

พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท

พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท เป็นปราสาทที่สร้างด้วยเครื่องไม้ทั้งองค์ นับเป็นพระมหาปราสาทองค์แรกในพระบรมมหาราชวัง โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ถ่ายแบบพระที่นั่งสรรเพชญปราสาทที่กรุงศรีอยุธยามาสร้างขึ้น เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๓๒๖ สร้างสำเร็จและทำพิธียกยอดพระมหาปราสาทเมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๓๒๗ เมื่�! ��พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติปกครองสยามประเทศเมื่อปีพ.ศ.๒๓๒๕ นั้นยังไม่ได้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างถูกต้องตามตำรับโบราณราชประเพณี เพียงแต่ได้ทรงประกอบการพระราชพิธีปราบดาภิเษกโดยสังเขปเท่านั้น ฉะนั้นเมื่อได้สร้างพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาทสำเร็จโดยสมบูรณ์แล้ว จีงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให�! ��ตั้งการพระราชพิธีบรมรา� �าภิเษกตามระบบโบราณขัตติยราชประเพณีอีกครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ.๒๓๒๘ โดยใช้พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาทเป็นพระราชพิธีมณฑล ต่อมาในวันอาทิตย์ เดือนเจ็ด ขึ้นหนึ่งคำ ปีระกา เอกศก จุลศักราช ๑๑๕๑ (พ.ศ.๒๓๓๒) อสนีบาตตกต้องหน้ามุขเด็จพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาทแล้วเกิดเป็นเพลิงลุกลามไหม้เครื่องบนและหลังคา แล้วเลยลุกลามไหม้ทั้งองค์พระมหาปราสาท และพ! ระปรัศว์ซ้ายลงหมดสิ้น พระบามสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยารัตนาพิพิธ (สน) สมุหนายก เป็นแม่กองรื้อซากพระมหาปราสาทที่ถูกไฟไหม้ออกแล้วสร้างพระมหาปราสาทขึ้นใหม่ แต่ไม่ได้สร้างเหมือนองค์เดิม ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ กล่าวถึงลักษณะที่ผิดแผกแตกต่างระหว่างพระมหาปราสาทองค์เก่าและองค์ใหม่ไว้ดั! งนี้
"ปราสาทองค์ก่อนนั้นสูงใหญ่เท่าพระที่นั่งสรรเพชญปราสาท กรุงเก่า มุขหน้ามุขหลังนั้นยาวกว่ามุขข้าง และมุขเบื้องหลังนั้นอยู่ที่ข้างใน ยาวไปจดถึงพระปรัศว์ซ้ายพระปรัศว์ขวา พระมหาปราสาทใหม่นี้ ยกออกมาตั้ง ณ ที่ข้างหน้าทั้งสิ้น มุขทั้ง ๔ นั้นก็เสมอกันทั้ง ๔ ทิศ ใหญ่สูงเท่าพระที่นั่งสุริยามรินทร์ กรุงเก่ายกปะราลีเสียมิได้มีเหมือนองค์ก่อน แต่มุขเด็จ! ยอดทั้ง ๔ มุมนั้นยกทวยเสีย ใช้รูปครุฑเข้าแทนแล้วให้ฐาปนาพระที่นั่งขึ้นใหม่ข้างใน ต่อมุขหลังเข้าไปอีกหลัง ๑ พอเสมอด้วยมุขปราสาทองค์เก่า พระราชทานนามว่า พระที่นั่งพิมานรัตยา แล้วทำพระปรัศว์ซ้ายขึ้นใหม่คงตามเดิม หลังคาปราสาทและมุข กับทั้งพระที่นั่งพิมานรัตยา พระปรัศว์ ดาดด้วยดีบุกเหมือนอย่างเก่าทั้งสิ้น ครั้นการพระมหาปราสาทลงรักปิดทองเสร็จ�! �ล้ว จึงพระราชทานนามปราส� �ทองค์ใหม่ว่า "พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท" "