สารประกอบคลอโรฟิลล์ ได้รับการค้นพบสูตรโครงสร้างทางเคมีครั้งแรก เมื่อประมาณต้นศตวรรษที่ 20 โดยนักวิทยาศาสตร์ชื่อ ศาสตราจารย์ ฮาน์ส ฟิชเชอร์ (Hanns Fisher,M.D.)และเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบล (Noble's Prize) เนื่องจากสามารถใช้ความเร้นลับของคลอโรฟิลล์ได้สำเร็จ และจากการค้นพบดังกล่าวทำให้เราทราบว่า สูตรโครงสร้างของคลอโรฟิลล์ มีลักษณะคล้ายคลึงกับสูตรโครงส�! ��้างของสารประกอบ ฮีม(Heme) ที่เป็นโครงสร้างหลักของเม็ดเลือดแดง (Red Blood Cell) ของคนเราอย่างมาก และจาการวิจัยทางการแพทย์หลายการวิจัยก็ยืนยันได้ว่า ร่างกายของคนเราก็สามารถนำเอาสารคลอโลฟิลล์นี้ไป เป็นสารตั้งต้น (Precursor) ในการสร้างเม็ดเลือดแดงได้เมื่อร่างกายต้องการ โดยเฉพาะในภาวะที่ร่างกายของเราเกิดความบกพร่องในการสร้างเม็ดเลือดแดงเนื่องจากขาดสารอาหาร อย่า! งเช่น ในภาวะโลหิตจาง (Anemia) � �ลฯ
สารบัญ
คลอโรฟิลล์มีหลายชนิด ได้แก่ คลอโรฟิลล์เอ. บี, ซี, ดี และอี แต่คลอโรฟิลล์ในสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน เป็นคลอโรฟิลล์ชนิดเอเท่านั้น คลอโรฟิลล์เอจัดเป็นรงควัตถุสังเคราะห์แสงขั้นต้น สามารถดูดแสงด้วยตัวเอง ส่วนคลอโรฟิลล์ชนิดอื่น ๆ จัดเป็นรงควัตถุสังเคราะห์แสงขั้นสอง (รงควัตถุประกอบ) ซึ่งทำหน้าที่ดูดพลังงานจากแสงแล้วส่งต่อไปให้คลอโรฟิลล์เอ คลอโรฟิลล�! �เป็นสารประกอบอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ไม่ละลายในน้ำ แต่ละลายในตัวทำละลายที่เป็นสารอินทรีย์ ปริมาณคลอโรฟิลล์ที่พบในสาหร่ายโดยทั่วไปมีประมาณ ๐.๕-๑.๕% ของน้ำหนักแห้ง และสามารถเพิ่มสูงได้ถึง ๖% ในสาหร่ายที่เลี้ยงไว้ในที่มีแสงอ่อน ๆ
คลอโรฟิลล์มีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบของโครงสร้าง จากสูตรโมเลกุลของคลอโรฟิลล์เอ คำนวณได้ว่า คลอโรฟิลล์เอมีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบอยู่ในปริมาณ ๘.๒๒% ของน้ำหนักโมเลกุล ในขณะที่โปรทีนมีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบในปริมาณ ๑๕.๕-๑๘%
เป็นที่ทราบกันดีว่าคลอโรฟิลล์เป็นรงควัตถุที่พบในพืชที่มีสีเขียว และใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช โครงสร้างของคลอโรฟิลล์นั้นคล้ายคลึงกับ ฮีม(heme) ในฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในเม็ดเลือดแดง จึงมีผู้เรียกคลอโรฟิลล์ว่าเป็น "the blood of plants" จึงมีการศึกษาถึงฤทธิ์ของคลอโรฟิลล์ดังนี้
Antimutagenic และ Anticarcinogenic activities (antioxidant activity)
ฤทธิ์ในการต้านการติดเชื้อ (Fighting infections)
กำจัดกลิ่นที่เกิดจากอวัยวะภายในร่างกาย (Internal Deodorant)
ช่วยในการรักษาบาดแผล (Wound Healing)
รักษาอาการท้องผูก (Constipation)
ช่วยลดพิษหรืออาการข้างเคียงจากยาบางชนิดได้ (Help protect against some toxins, ameliorate some drug side effects)
รักษาภาวะนิ่วชนิด calcium oxalate stone
ลดอาการของ rhinitis, otitis externa และ otitis media
กระตุ้นการสร้างเลือดในผู้ป่วยโลหิตจางได้ (Stimulant blood cell formation in anemia)
ชนิดของคลอโรฟิลล์
ฤทธิ์ของ chlorophyll
Chlorophyll และ chlorophyllin (ซึ่งเป็น derivative ของ chlorophyll) มีฤทธิ์ antimutagenic ในการทดลองแบบ in vitro ต่อ mutagens หลายชนิด รวมทั้ง aflatoxin B1 ด้วย นอกจากนี้ chlorophyll และ chlorophyllin ยังมีฤทธิ์ anticarcinogenic effects ใน model ของสัตว์ทดลองด้วย (1) ทั้งนี้เนื่องมาจาก โมเลกุลของ chlorophyll สามารถจับกับ mutagens และ carcinogens ต่างๆ ได้เป็น complexes และจะลดการดูดซึมของสารก่อมะเร็งเหล่านั้นได้ (2)
Antimutagenic และ Anticarcinogenic activities (antioxidant activity)
ได้มีการศึกษาถึงฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียของ chlorophyll มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 40 ซึ่งผลการทดลองใน in vitro แสดงให้เห็นว่า chlorophyll มีสมบัติเป็น bacteriostatic โดยเฉพาะการติดเชื้อกลุ่ม Streptococci และ Staphylococci ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญของการติดเชื้อในโรงพยาบาล นอกจากนี้ chlorophyll ยังสามารถกำจัดกลิ่นเหม็นจากบาดแผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยในการสร้าง connective tissue ด้วย (3) สำหรับการใช้ chlorophyll ! ในมนุษย์ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เป็น dietary supplements ซึ่งทำให้ chlorophyll มี claims ต่างๆ มากมาย ดังนี้
ฤทธิ์ในการต้านการติดเชื้อ (Fighting infections)
มีการใช้ chlorophyllin ชนิดทาบนแผลเพื่อกลบกลิ่นเหม็นจากบาดแผลมาตั้งแต่ช่วงค.ศ.1940-1950 และต่อมาก็มีการนำมารับประทานในผู้ป่วยที่ทำ colostomies และ ileostomies เพื่อกลบกลิ่นอุจจาระ มี case report ถึงการใช้ใน indication นี้ โดยขนาดของ chlorophyllin ที่ใช้เพื่อกลบกลิ่นอุจจาระในผู้ป่วย ostomy คือ 100-200 mg/day ในขณะที่มีการศึกษาแบบ placebo-controlled trial หนึ่งที่พบว่าการรับประทาน chlorophyllin ขนาด 75 mg วันละ 3 ครั้ง ไม่ได้มีประสิทธิภาพดีก�! �่า placebo ในการกลบกลิ่นอุจจาระในผู้ป่วย colostomy ยังมีอีกหลาย case reports ที่กล่าวว่า การรับประทาน chlorophyllin 100-300 mg/day จะสามารถลดกลิ่นปัสสาวะและกลิ่นอุจจาระในผู้ป่วยที่กลั้นอุจจาระหรือปัสสาวะไม่อยู่ได้ นอกจากนี้ ยังมีการใช้ chlorophyllin ในผู้ป่วยที่มีภาวะ trimethylaminuria (ผู้ป่วยที่มีการขับ trimethylamine ซึ่งมีกลิ่นคาวปลาออกจากร่างกาย) ซึ่งการศึกษาในผู้ป่วยชาวญี่ปุ่น 7 คน ที่มีภาวะดังกล่าว พบว�! ��า การให้ chlorophyllin 60 mg รับประทา� �� 3 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 3 สัปดาห์ สามารถลดระดับ trimethylamine ในปัสสาวะได้อย่างมีนัยสำคัญ(2)
กำจัดกลิ่นที่เกิดจากอวัยวะภายในร่างกาย (Internal Deodorant)
ในช่วงทศวรรษที่ 40 นั้น มีการวิจัยพบว่า chlorophyllin solutions สามารถชะลอการเจริญของ anaerobic bacteria ในหลอดทดลองได้ และจะสามารถเร่งการหายของแผลในสัตว์ทดลองได้ จึงมีการนำ chlorophyllin ไปใช้เป็นยาภายนอกในรูปแบบ solutions และ ointment ในผู้ป่วยที่มีแผลเปิดเป็นระยะเวลานาน ดังมีการศึกษาในช่วงปลายทศวรรษที่ 40-50 ที่เป็นแบบ uncontrolled ขนาดใหญ่ในผู้ป่วยที่มีแผลหายช้า เช่น มี vascular ulcers และ pressure (decubitus) ulcers พบว่า การท�! � chlorophyllin สามารถช่วยให้แผลหายได้ดีกว่าการรักษาปกติ ช่วงปลายทศวรรษที่ 50 ได้มีการเติม chlorophyllin ลงไปใน papain และ ointment ที่มี urea เป็นส่วนประกอบในการลดการอักเสบเฉพาะที่ ช่วยให้แผลหายเร็วและกลบกลิ่นที่ไม่ดี ซึ่งตำรับ ointment ของ papain หรือ urea ที่มีการเติม chlorophyllin นี้ ยังคงมีการสั่งจ่ายกันอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา (2)
ช่วยในการรักษาบาดแผล (Wound Healing)
ในอดีตพบว่ามีการใช้ chlorophyll ในผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น อาการท้องผูก ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นด้วย โดยการศึกษาในผู้ป่วยสูงอายุ 62 คนที่อยู่ในสถานพักฟื้น พบว่า chlorophyllin มีประสิทธิภาพในการช่วยควบคุมกลิ่นอุจจาระและระบบขับถ่ายของร่างกายให้ดีขึ้นในภาวะท้องผูกเรื้อรัง และยังช่วยลดอาการแน่นท้องได้ด้วย ซึ่งในการศึกษานี้ไม่พบความเป็นพิษหร�! �อภาวะความเจ็บป่วยอื่นใด (4)
ช่วยลดพิษหรืออาการข้างเคียงจากยาบางชนิดได้ (Help protect against some toxins, ameliorate some drug side effects)
มีการศึกษาใน in vitro เกี่ยวกับ chlorophyllin ในรูปสารละลายความเข้มข้น 20 mcg/ml ใน normal urine จะยับยั้งการเกิดผลึกและยับยั้งการโตของผลึก calcium oxalate dehydrate ได้เมื่อเปรียบเทียบกับผลก่อนการทดลอง ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าอาหารและยาที่มีส่วนประกอบของ chlorophyllin อาจช่วยในการรักษา calcium oxalate stone disease ได้ (6)
ลดอาการของ rhinitis, otitis externa และ otitis media ได้ (Reduce symptoms of rhinitis, otitis externa and otitis media)
Chlorophyll ช่วยกระตุ้นการสร้าง hemoglobin ที่มี oxygen อยู่ และจะสามารถนำไปสร้างพลังงานให้ร่างกายได้ (7) นักวิทยาศาสตร์ได้พบข้อมูลจากการศึกษาในผู้ป่วยที่มีภาวะ iron-deficiency anemia ว่าถ้าหากผู้ป่วยได้รับ iron และ chlorophyll ในการรักษาร่วมกัน จะทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดงและระดับ hemoglobin เพิ่มขึ้นเร็วกว่าการใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง และในการศึกษาในสัตว์ทดลองทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายท่านได้ตั้งสมม! ติฐานว่า chlorophyll สามารถสร้างเลือดได้โดยเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นไขกระดูก (8)
0 件のコメント:
コメントを投稿